About Us

History Kularonghai

บนที่ราบกว่า 2,000,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดมหาสารคาม คือพื้นที่ซึ่งได้รับขนานนามว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ อันมีเรื่องราวขับขานเป็นตำนานว่า ชนเผ่ากุลา ซึ่งเป็นชนเผ่ามอญจากเมืองเมาะตะมะ เป็นชนเผ่าที่ทำการค้าขายระหว่างเมือง โดยการเดินทางนำเอาสินค้าประเภทสีย้อมผ้า เครื่องทองเหลืองต่าง ๆ ซื้อขายแลกเปลี่ยนในพื้นที่ต่างๆ จนเมื่อกุลาได้เดินทางผ่านทุ่งโล่งแห่งนี้ ด้วยความที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน แต่ก็ไม่พบผู้คน หมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งแหล่งน้ำ อีกทั้งยังไม่มีต้นไม้ให้ร่มเงา มองไปทางไหนก็มีแต่หญ้าขึ้นสูงเต็มไปหมด ผืนดินก็เป็นดินทรายร่วนแห้งแตกระแหง ยากลำบากในการเดินทาง การลากเกวียน ครั้นจะขอความช่วยเหลือจากใครก็ร้างไกลผู้คน ถึงเวลาค่ำคืน ก็หนาว กลางวันก็ร้อน ทั้งเดินทางนานเข้าก็หิว เหนื่อย ร่างกายขาดน้ำ อ่อนแรงจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งหมดจึงได้หยุดพักและนอนร้องไห้ จนมีชนชาวพื้นเมืองเดินทางผ่านมาพบ จึงเข้าช่วยเหลือพวกกุลา และหาบหามกันไปพยาบาลพักฟื้นในหมู่บ้านใกล้เคียง กลุ่มกุลาผู้รอดตายจึงเล่าเหตุการณ์ที่พวกตนได้พบเจอก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือว่า ไม่รู็จะทำอะไรคิดว่าตายแน่แล้ว จึงพากันเอาแต่นอนร้องไห้เพียงอย่างเดียว ชาวบ้านจึงตั้งชื่อทุ่งนี้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ และเรียกสืบต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน

โดยในอดีต ทุ่งกุลาร้องไห้ในยามหน้าแล้ง ก็จะมีความแห้งแล้งมาก เพราะสภาพพื้นที่เป็นดินปนทราย แต่ในหน้าฝน น้ำจะหลากท่วมทุ่งทุกปี อีกทั้งใต้ผืนดินลงไปเป็นดินที่มีสภาพเค็มเพราะบริเวณนี้เคยเป็นท้องทะเลมาก่อน น้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาจึงเป็นน้ำเค็ม ไม่สามารถใช้ในการปลูกพืชผล ทำเกษตรกรรมอะไรได้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลออสเตรเลีย พลิกฟื้นผืนดินกว้างขวางที่ไร้ประโยชน์ ให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ มีการพัฒนาพันธุ์ข้าว วิจัยสภาพดิน ปรับปรุง สร้างเครือข่ายชลประทาน ทำอ่างเก็บน้ำ และวางแผนการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ผืนดินที่แห้งแล้ง เพาะปลูกไม่ได้ ร้างไกลผู้คน จึงเปลี่ยนเป็นพื้นที่เพาะปลูกทำเกษตรกรรมสำคัญ เต็มไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร โดยเฉพาะเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลก จนทุกวันนี้